ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันกลายเป็นภาระทางการเงินก้อนใหญ่สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการขับรถไปทำงาน การรับส่งลูกหลาน หรือการเดินทางท่องเที่ยว หลายคนพยายามมองหาวิธีลดค่าใช้จ่ายนี้ลง ซึ่งนอกเหนือจากการเลือกใช้รถยนต์ประหยัดพลังงานหรือรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว สิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนรถใหม่คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่และการดูแลรักษาสภาพรถยนต์อย่างถูกวิธี บทความนี้ได้รวบรวมเทคนิคขั้นเทพที่จะช่วยให้คุณขับรถได้อย่างประหยัดน้ำมันสูงสุด เพื่อเซฟเงินในกระเป๋าในยุคที่น้ำมันราคาแพง
กลไกการสิ้นเปลืองพลังงานของรถยนต์ที่ควรรู้
ก่อนที่จะไปเรียนรู้เทคนิคการขับขี่ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจก่อนว่าน้ำมันในถังถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนรถยนต์อย่างไร โดยทั่วไปแล้ว พลังงานจากน้ำมันจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานกลเพื่อเอาชนะแรงต้านต่างๆ ดังนี้
-
แรงเฉื่อยของตัวรถ: การทำความเร็วจากจุดหยุดนิ่งหรือการเร่งความเร็วอย่างกะทันหัน ต้องใช้พลังงานจากเครื่องยนต์มหาศาลเพื่อเอาชนะน้ำหนักของตัวรถ
-
แรงต้านของอากาศ: ยิ่งรถวิ่งด้วยความเร็วสูง แรงต้านของอากาศจะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาความเร็ว
-
แรงต้านการหมุนของยาง: หน้าสัมผัสของยางกับพื้นถนนสร้างแรงต้านการเคลื่อนที่ หากลมยางอ่อนหรือหน้ายางกว้าง แรงต้านนี้จะยิ่งเพิ่มขึ้นและกินน้ำมันมากขึ้น
เทคนิคการขับขี่ที่ช่วยประหยัดน้ำมันสูงสุด
พฤติกรรมหลังพวงมาลัยของผู้ขับขี่คือปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันมากที่สุดถึงร้อยละสามสิบ การปรับเปลี่ยนนิสัยการขับขี่ตามคำแนะนำต่อไปนี้จะช่วยให้คุณเห็นความเปลี่ยนแปลงของค่าน้ำมันได้อย่างชัดเจน
1. การออกตัวและเร่งความเร็วอย่างนุ่มนวล
การเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงตอนออกตัวจากสัญญาณไฟจราจรเป็นพฤติกรรมที่สูญเสียน้ำมันโดยเปล่าประโยชน์ เทคนิคที่ถูกต้องคือการค่อยๆ เดินคันเร่งอย่างนุ่มนวล ปล่อยให้ความเร็วของรถไต่ระดับขึ้นไปอย่างช้าๆ โดยตั้งเป้าหมายให้ความเร็วเพิ่มขึ้นประมาณยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงต่อระยะเวลาห้าวินาที การออกตัวอย่างนุ่มนวลเช่นนี้จะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานในรอบต่ำและไม่กินน้ำมันเกินความจำเป็น
2. รักษาความเร็วให้คงที่และเหมาะสม
การขับรถด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอช่วยให้ระบบเกียร์และเครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
-
เลือกความเร็วเดินทางที่ประหยัดที่สุด: สำหรับการขับขี่บนทางหลวง ความเร็วที่ประหยัดน้ำมันได้ดีที่สุดสำหรับรถยนต์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณแปดสิบถึงเก้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง การขับรถเร็วเกินกว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงจะทำให้รถต้องเผชิญกับแรงต้านอากาศที่รุนแรง ส่งผลให้ระบบเผาผลาญน้ำมันทำงานหนักขึ้นอย่างมาก
-
ใช้ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ: หากรถยนต์ของคุณมีระบบครูซคอนโทรล ควรกดใช้งานเมื่อต้องขับขี่บนทางตรงยาวที่มีสภาพจราจรโล่ง เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์จะช่วยคำนวณและควบคุมการจ่ายน้ำมันให้คงที่ได้แม่นยำกว่าการใช้เท้าเหยียบของผู้ขับขี่เอง
3. มองการณ์ไกลและลดการเหยียบเบรกโดยไม่จำเป็น
การขับรถโดยทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสมจะช่วยให้คุณสามารถคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าได้ดี เมื่อเห็นรถคันหน้าชะลอความเร็วหรือเห็นสัญญาณไฟแดงอยู่ไกลๆ ให้ยกเท้าออกจากคันเร่งทันทีเพื่อให้รถไหลไปด้วยแรงเฉื่อย แทนที่จะขับเข้าไปใกล้แล้วเหยียบเบรกอย่างกระชั้นชิด ทุกครั้งที่คุณเหยียบเบรก พลังงานที่น้ำมันสร้างขึ้นจะถูกทำลายไปในรูปแบบของความร้อน และคุณต้องเปลืองน้ำมันอีกครั้งเพื่อเร่งความเร็วกลับขึ้นมาใหม่
4. ดับเครื่องยนต์เมื่อต้องจอดรอนานๆ
การติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ในขณะที่รถจอดนิ่งเป็นเวลามากกว่าหนึ่งนาที เช่น การจอดรอรับส่งคน หรือการจอดรอในบริเวณที่มีการจราจรติดขัดอย่างหนัก จะทำให้รถยนต์สิ้นเปลืองน้ำมันไปโดยไม่ได้ระยะทาง หากประเมินแล้วต้องจอดรอนานเกินกว่าสองถึงสามนาที การดับเครื่องยนต์จะช่วยประหยัดน้ำมันได้มากกว่าการเปิดเครื่องทิ้งไว้
การเตรียมสภาพรถยนต์ให้พร้อมเพื่อความประหยัด
นอกจากเทคนิคการขับขี่แล้ว สภาพความพร้อมของตัวรถก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม รถยนต์ที่มีการบำรุงรักษาอย่างดีจะสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและประหยัดน้ำมันได้มากกว่ารถที่ขาดการดูแล
-
หมั่นตรวจเช็คลมยางให้อยู่ในระดับมาตรฐาน: ควรตรวจเช็คลมยางอย่างน้อยเดือนละสองครั้ง โดยเติมลมยางตามค่าที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ในคู่มือประจำรถ การปล่อยให้ลมยางอ่อนกว่ามาตรฐานเพียงเล็กน้อยจะทำให้หน้ายางสัมผัสพื้นถนนมากขึ้น เกิดแรงต้านการหมุนสูง และทำให้รถกินน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละสามถึงห้า
-
ลดน้ำหนักสัมภาระที่ไม่จำเป็นบนรถ: เจ้าของรถหลายคนมักใช้ท้ายรถเป็นที่เก็บของสะสมต่างๆ การแบกน้ำหนักส่วนเกินทุกๆ ห้าสิบกิโลกรัมจะส่งผลให้รถกินน้ำมันมากขึ้น ดังนั้นควรเคลียร์สิ่งของที่ไม่จำเป็นออกจากรถเพื่อให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาที่สุด
-
เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองตามกำหนด: น้ำมันเครื่องที่เสื่อมสภาพจะมีความหนืดสูงทำให้ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์เสียดสีกันรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เครื่องยนต์ต้องใช้กำลังมากกว่าปกติในการทำงาน การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองอากาศที่สะอาดจะช่วยให้เครื่องยนต์เดินเรียบและประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี
คำถามที่พากันสงสัยบ่อยเกี่ยวกับเทคนิคการขับรถประหยัดน้ำมัน
การเปิดเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ส่งผลให้กินน้ำมันมากขึ้นจริงไหม และควรเปิดอย่างไรให้ประหยัด
การเปิดเครื่องปรับอากาศส่งผลให้รถยนต์กินน้ำมันมากขึ้นจริงเนื่องจากคอมเพรสเซอร์แอร์ต้องดึงกำลังจากเครื่องยนต์ไปใช้งาน เทคนิคการเปิดแอร์ให้ประหยัดคือ ไม่ควรตั้งอุณหภูมิให้เย็นจัดจนเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือประมาณยี่สิบห้าองศาเซลเซียส และหากจอดรถตากแดดไว้เป็นเวลานาน ก่อนออกเดินทางควรเปิดประตูหรือลดกระจกลงเพื่อระบายความร้อนสะสมออกก่อน จากนั้นจึงเปิดแอร์วิธีนี้จะช่วยลดภาระการทำงานของระบบปรับอากาศได้มาก
การเข้าเกียร์ว่างหรือเกียร์ว่างในขณะที่รถกำลังไหลลงเนินช่วยประหยัดน้ำมันได้จริงหรือไม่
นี่เป็นความเชื่อที่ผิดและอันตรายอย่างยิ่ง ในรถยนต์ระบบหัวฉีดรุ่นใหม่ๆ เมื่อคุณปล่อยให้รถไหลลงเนินโดยที่ยังใส่เกียร์เดินหน้าไว้และไม่เหยียบคันเร่ง ระบบคอมพิวเตอร์จะสั่งตัดการจ่ายน้ำมันเป็นศูนย์โดยอัตโนมัติเนื่องจากมีแรงฉุดจากล้อช่วยหมุนเครื่องยนต์ แต่หากคุณเปลี่ยนเป็นเกียร์ว่าง ระบบจะมองว่าเครื่องยนต์กำลังเดินเบาและจะยังคงจ่ายน้ำมันเพื่อเลี้ยงเครื่องไม่ให้ดับ นอกจากนี้การใส่เกียร์ว่างลงเนินยังทำให้สูญเสียระบบเอนจินเบรก ซึ่งอาจทำให้เบรกไหม้และเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้
การเติมน้ำมันในช่วงเวลาเช้าตรู่ที่อากาศยังเย็นอยู่ช่วยให้ได้ปริมาณน้ำมันที่คุ้มค่ากว่าจริงไหม
ในทางทฤษฎี น้ำมันจะมีความหนาแน่นสูงขึ้นเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำ ทำให้การเติมน้ำมันตอนอากาศเย็นอาจได้เนื้อน้ำมันมากกว่าตอนบ่ายเล็กน้อย ทว่าในความเป็นจริง ถังเก็บน้ำมันของสถานีบริการส่วนใหญ่จะถูกฝังอยู่ใต้ดินลึก ซึ่งอุณหภูมิของผิวดินในระดับนั้นมีความคงที่เกือบตลอดทั้งวัน ความแตกต่างของปริมาณน้ำมันที่ได้รับจึงมีน้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญต่อการประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณ
การติดสปอยเลอร์หรือชุดแต่งรอบคันมีผลต่ออัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของรถยนต์อย่างไร
ชุดแต่งรอบคันหรือสปอยเลอร์ที่ไม่ได้ผ่านการออกแบบและทดสอบในอุโมงค์ลมตามมาตรฐานโรงงาน มักจะสร้างแรงต้านอากาศและเพิ่มน้ำหนักให้กับตัวรถมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้รถยนต์กินน้ำมันมากกว่าเดิม หากเป้าหมายของคุณคือความประหยัดสูงสุด การคงสภาพตัวถังเดิมๆ จากโรงงานที่ผ่านการคำนวณตามหลักอากาศพลศาสตร์มาแล้วคือสิ่งที่ดีที่สุด
น้ำมันแก๊สโซฮอล์แต่ละประเภทให้ความประหยัดที่แตกต่างกันอย่างไร
น้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลสูง เช่น แก๊สโซฮอล์อีแปดสิบห้า หรืออียี่สิบ จะมีราคาต่อลิตรที่ถูกกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์เก้าสิบห้าทั่วไป ทว่าเอทานอลจะให้ค่าพลังงานความร้อนที่ต่ำกว่าน้ำมันเบนซินบริสุทธิ์ ส่งผลให้เมื่อใช้งานจริง รถยนต์จะกินน้ำมันในปริมาณลิตรต่อกิโลเมตรมากกว่า การจะเลือกเติมน้ำมันประเภทใดจึงต้องเปรียบเทียบระหว่างส่วนต่างของราคาน้ำมันกับอัตราการสิ้นเปลืองของรถแต่ละคันว่าแบบใดคุ้มค่ากว่ากัน
การขับรถเปิดกระจกแทนการเปิดแอร์ช่วยประหยัดน้ำมันได้จริงหรือไม่ในทุกระดับความเร็ว
การเปิดกระจกขับรถจะช่วยประหยัดน้ำมันได้เฉพาะการขับขี่ด้วยความเร็วต่ำในเมือง เช่น ความเร็วไม่เกินสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากเครื่องยนต์ไม่ต้องแบกรับภาระจากคอมเพรสเซอร์แอร์ แต่หากเป็นการขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนทางหลวง การเปิดกระจกจะทำให้ลมพัดเข้ามาม้วนตัวภายในรถ เกิดแรงต้านอากาศมหาศาลทำให้รถกินน้ำมันมากกว่าการปิดกระจกและเปิดแอร์เสียด้วยซ้ำ
สำหรับรถยนต์เกียร์ธรรมดา ช่วงเวลาที่ควรเปลี่ยนเกียร์เพื่อความประหยัดคือช่วงไหน
สำหรับรถยนต์เกียร์ธรรมดา ควรเปลี่ยนเกียร์ขึ้นสู่เกียร์ที่สูงกว่าเมื่อรอบเครื่องยนต์อยู่ประมาณหนึ่งพันห้าร้อยถึงสองพันรอบต่อนาที การลากเกียร์ต่ำไว้เป็นเวลานานจะทำให้รอบเครื่องยนต์พุ่งสูงและกินน้ำมัน ในทางกลับกันการใช้เกียร์สูงในขณะที่ความเร็วยังต่ำเกินไปก็จะทำให้เครื่องยนต์ไม่มีกำลังและเกิดอาการสะดุด ซึ่งส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์เช่นกัน











